เมนู

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [6. ปาสาทิกสูตร]
ฐานะที่ไม่อาจเป็นไปได้สำหรับพระขีณาสพ

ฐานะที่ไม่อาจเป็นไปได้สำหรับพระขีณาสพ

[186] จุนทะ เป็นไปได้ที่พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘พวก
สมณะ ศากยบุตร มีหลักการไม่แน่นอนอยู่’ เธอทั้งหลายควรกล่าวอย่างนี้กับ
อัญเดียรถีย์ปริพาชกผู้มีวาทะอย่างนั้นว่า ‘ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย หลักการที่พระผู้มี
พระภาคผู้ทรงรู้1ทรงเห็น2 เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงไว้
บัญญัติไว้แก่เหล่าสาวก เป็นหลักการที่เหล่าสาวกต้องไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิตมีอยู่
ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เสาเขื่อน หรือเสาเหล็ก มีรากลึก ปักไว้ดีแล้ว ไม่หวั่นไหว
ไม่สั่นสะเทือน แม้ฉันใด หลักการที่พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงไว้ บัญญัติไว้แก่เหล่าสาวก เป็นหลักการที่
เหล่าสาวกต้องไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุใดเป็นพระอรหันต-
ขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว3 บรรลุ
ประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบได้ ภิกษุนั้น
ไม่อาจประพฤติละเมิดฐานะ 9 ประการ คือ
1. ภิกษุขีณาสพไม่อาจจงใจปลงชีวิตสัตว์
2. ภิกษุขีณาสพไม่อาจถือเอาสิ่งของที่ผู้อื่นไม่ได้ให้โดยอาการขโมย
3. ภิกษุขีณาสพไม่อาจเสพเมถุนธรรม
4. ภิกษุขีณาสพไม่อาจพูดเท็จทั้งที่รู้
5. ภิกษุขีณาสพไม่อาจสะสมบริโภคกาม4เหมือนเมื่อเป็นคฤหัสถ์
6. ภิกษุขีณาสพไม่อาจลำเอียงเพราะชอบ

เชิงอรรถ :
1 ทรงรู้ ในที่นี้หมายถึงทรงรู้ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ (ที.ปา.อ. 186/102)
2 ทรงเห็น ในที่นี้หมายถึงทรงเห็นด้วยจักษุ 5 คือ (1) มังสจักขุ (ตาเนื้อ) (2) ทิพพจักขุ (ตาทิพย์)
(3) ปัญญาจักขุ (ตาปัญญา) (4) พุทธจักขุ (ตาพระพุทธเจ้า) (5) สมันตจักขุ (ตาเห็นรอบ) (ที.ปา.อ.
186/102)
3 ดูเชิงอรรถที่ 3 ข้อ 116 หน้า 87 ในเล่มนี้
4 กาม ในที่นี้หมายถึงทั้งวัตถุกามและกิเลสกาม (ที.ปา.อ. 186/102)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : 11 หน้า :144 }


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฎิกวรรค [6. ปาสาทิกสูตร] ปัญหาพยากรณ์

7. ภิกษุขีณาสพไม่อาจลำเอียงเพราะชัง
8. ภิกษุขีณาสพไม่อาจลำเอียงเพราะหลง
9. ภิกษุขีณาสพไม่อาจลำเอียงเพราะกลัว
ภิกษุใดเป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จ
แล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้น
เพราะรู้โดยชอบ ภิกษุนั้นไม่อาจประพฤติละเมิดฐานะ 9 ประการนี้แล1

ปัญหาพยากรณ์

[187] จุนทะ เป็นไปได้ที่พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชก พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
‘พระสมณโคดม ปรารภอดีตกาลยาวนานแล้วบัญญัติญาณทัสสนะอันไม่มีขอบเขตไว้
แต่หาได้ปรารภอนาคตกาลยาวนานแล้วบัญญัติญาณทัสสนะอันไม่มีขอบเขตไว้ไม่
ทำไมจึงกล่าวอย่างนั้น กล่าวอย่างนั้นเพราะเหตุไร’ อัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น
เข้าใจญาณทัสสนะที่มีความหมายอย่างหนึ่งว่า ทรงบัญญัติรวมเข้ากับญาณทัสสนะ
ที่มีความหมายอีกอย่างหนึ่งเหมือนคนโง่ ไม่เฉียบแหลมฉะนั้น ตถาคตมีสตานุสาริ-
ญาณ2 ปรารภอดีตกาลยาวนานได้ คือ ตถาคตระลึกได้ตลอดขอบเขตเท่าที่ประสงค์
และตถาคตมีญาณ3ที่เกิดจากการตรัสรู้ ปรารภอนาคตกาลยาวนานได้ว่า ‘ชาตินี้
เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก’ แม้ถ้าเรื่องอดีต เป็นเรื่องไม่จริง ไม่แท้
ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตไม่พยากรณ์เรื่องอดีตนั้น ถ้าแม้เรื่องอดีต เป็น
เรื่องจริง แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตก็ไม่พยากรณ์เรื่องอดีตนั้น

เชิงอรรถ :
1 ดูเทียบ องฺ.นวก. (แปล) 23/7/446
2 สตานุสาริญาณ ในที่นี้หมายถึงปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ความหยั่งรู้เป็นเหตุให้ระลึกชาติได้) (ที.ปา.อ.
187/ 103)
3 ญาณ หมายถึงมรรคญาณ 4 คือ (1) โสตาปัตติมรรค (2) สกทาคามิมรรค (3) อนาคามิมรรค
(4) อรหัตตมรรค (ที.ปา.อ. 187/103)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : 11 หน้า :145 }